ขับรถมาชมวิว พร้อมชิมอาหารทะเล มีเวลาน้อยก็เที่ยวได้ที่ชลบุรี

ถ้าพูดถึงจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตไม่ไกลจากกรุงเทพ ก็คงต้องนึกถึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้คุณได้เข้าไปเยี่ยมชม มีอาหารทะเลสด ๆ รสชาติอร่อย ไว้ให้คุณได้ลองลิ้มชิมรสด้วย ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าที่ ชลบุรี จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนน่าสนใจบ้าง  คาสิโนออนไลน์

  • เจ-พาร์ค (J-Park) ศรีราชา

จังหวัดชลบุรี ไม่ได้มีเพียงชายทะเล หรืออาหารทะเลให้ลิ้มลองเพียงเท่านั้นนะคะ เพราะว่าคุณสามารถมาเที่ยวชมเมืองจำลองของญี่ปุ่นได้ที่ เจ-พาร์ค (J-Park)  ศรีราชา  ซึ่งที่นี่ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขนมญี่ปุ่น ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านค้าญี่ปุ่นอยู่มากมายหลายร้านเลยทีเดียว ซึ่งหากว่าคุณอยากจะลองมาเที่ยวชมบรรยากาศในสไตล์ญี่ปุ่น ก็ลองแวะมาเที่ยวชมที่นี่ดูนะคะ รับรองว่าจะได้รับความสนุกในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมอีกด้วย

  • อ่างเก็บน้ำบางพระ

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม ไม่แพ้อ่างเก็บน้ำอื่น ๆ เลย ซึ่งการไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำบางแสนนั้น มีหลากหลายมุม ให้คุณถ่ายรูป อีกทั้งอ่างเก็บน้ำที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่มีคนไปถ่ายรูปมากมาย เหนื่อยจากการทำงานก็ลองขับรถแวะมาเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำบางพระดูนะคะ รับรองว่ามีมุมสวย ๆ ได้คุณได้เก็บภาพมากมายเลยล่ะค่ะ

  • หาดบางแสน

บางแสน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึง และได้ยินดีมานานแสนนาน ซึ่งบางแสนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งชายทะเล ได้ไปเที่ยวชมบรรยากาศที่สุดแสนจะมีความสุข อีกทั้งหากว่าคุณไปเที่ยวในวันหยุด ศุกร์เสาร์ ก็สามารถไปเดินเล่นถนนคนเดินบางแสนได้ มาชลบุรีทั้งที อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่บางแสนนะคะ

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีนั้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงาม และมีความหลากหลายอย่างมาก มีทั้งความงดงามของธรรมชาติ ทะเล น้ำตก อ่างเก็บน้ำ รวมถึงยังมีความงดงามของสถาปัตยกรรมตามแบบสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย ถ้าใครแวะมาจังหวัดชลบุรี ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราแนะนำไปนะคะ เพราะว่าคุณจะได้เพลิดเพลินเต็มอิ่มกับสถานทีท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีมากมาย ซึ่งรับรองว่าจะเป็นสถานทีท่องเที่ยวที่เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจเลยทีเดียว และชลบุรี ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ เดินทางง่ายและสะดวกกว่า รวมถึงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้คุณมีความสุขกับการพักผ่อนอย่างยิ่ง ลองแวะมาเที่ยวที่ชลบุรีดูนะคะ รับรองว่าคุณจะได้รับความสุขและความสนุกในรูปแบบใหม่กลับไปอย่างแน่นอน…

อ่านต่อ →

เที่ยวเชียงราย..

แน่นอนว่า หนึ่งในจังหวัดของภาคเหนือที่ขึ้นชื่อที่สุดนั้น
นอกจากจังหวัดเชียงใหม่ ก็คือ จังหวัดเชียงราย โดย จังหวัดเชียงราย
ถือเป็นสุดยอดแดนสยามของไทย ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติมากมาย ทั้ง ขุนเขา ,
สายหมอกจางๆ และ ดอกไม้ ที่สำคัญ ยังมีแหล่งท่องเที่ยวหลากหลายเชิง
ทั้งวัฒนธรรม และ ประเพณีอันล้ำค่า
เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในจังหวัดที่ใครๆมาแล้วต้องฟิน

เริ่มจากสถานที่ท่องเที่ยวหลักๆ ที่ใครมาเชียงราย แล้วต้องไม่พลาด นั่นคือ
ภูชี้ฟ้า ซึ่งมีความสูงถึง 1,200 -1,800 เมตร โดยจุดไฮไลต์ของที่นี่
อยู่ที่บริเวณเนินที่ราบสูงยอดภูเขา นอกจากอากาศจะบริสุทธิ์แล้ว ที่นี่
ยังเป็นจุดชมทะเลหมอก และ พระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า อันดับต้นๆของไทย
เพราะวิวทัศนต์ของภูเขาทางเขตฝั่งชายแดนนั้น ถือว่าสวยงามจริงๆ
อีกทั้งหน้าหนาวยังเป็นบรรยากาศที่ชิลสุดๆ สามารถกางเต๊นท์
นอนนับดาวได้อีกด้วย

และอีกหนึ่ง ซิกเนเจอร์ของที่นี่ ที่ต้องพูดถึงคือ วัดร่องขุน หรือ White Temple
ที่ไม่เพียงแต่เป็นที่รู้จักกันของคนเชียงราย และ คนไทย
แต่ยังรวมไปถึงระดับโลกด้วย โดยวัดแห่งนี้ เต็มไปด้วยศิลปะอันสวยงาม
ราวกับอยู่บนสวรรค์ ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยฝีมืออาจารย์เฉลิมชัย โฆษิตพิพัฒน์

จากบทความที่เราเขียนขึ้นมานี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทย
จากที่มาเที่ยวที่นี่กันมากอยู่แล้ว จะมีปริมาณมากขึ้นไปอีก ที่สำคัญ
ยังมีอีกหลายสถานที่ท่องเที่ยว ที่รอให้ทุกคน เข้าไปสัมผัส และเรามั่นใจว่า
หากใครที่มาเชียงรายแล้ว จะรู้สึกประมาณว่า มาครั้งหนึ่ง คิดถึงตลอดไป..…

อ่านต่อ →

9 สถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมช่วงฤดูหนาว ตอน 2

เรายังคงอยู่ที่การแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวหน้าหนาวเช่นเคย
และแน่นอนว่าเรายังคงคัดสรรสถานที่ท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยความสวยงาม
และมนสเน่ห์มาให้คุณเหมือนเช่นเคยซึ่งมั่นใจได้เลยว่าทั้งสวยงามจนทำให้คุณต้องประทับใจอย่างแน่นอน แต่จะเป็นที่ใดกันบ้างสวยแค่ไหน ไปติดตามพร้อมๆกันเลย

เขาค้อ
นี่คือหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุด
โดยเข้าค้อตั้งอยู่ในจังหวัดเพชรบูรณ์สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะไม่ได้อยู่สูงเหมือยดอยอื่นๆ
ทว่าที่นี่นั้นมีอากาศเย็นตลอดปีเพียงแค่ถึงทางขึ้นเขาคุณก็สามารถสัมผัสอากาศหนาวได้แล้วโดยที่นี่ยังเต็มไปด้วยจุดชมวิวตามจุดต่างๆ ซึ่งก็จะมีความแตกต่างเรื่องของวิวทิวทันศ์
แต่บางจุดก็สามารถยืนชมทะเลหมกได้แบบเต็มตาแถมบางที่ยังมีพืช
และผลไม้ที่ปลูกท่ามกลางอากาศหนาวมาวางขายกันสดๆอีกด้วย
แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือเข้าค้อเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์จากการที่ครั้งหนึ่งเคยเกิดสงครามระหว่างไทยกับพวกคอมมิวนิสต์ที่นี่นั่นเอง

อุทยานแห่งชาติน้ำหนาว
สำหรับอุทยานแห่งชาติน้ำหนาวคือสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงามอย่างมาก
ส่วนใหญ่ของอุทยานแห่งนี้จะเต็มไปด้วยภูเขามากมายหลายลูกเรียงรายสลับกันไป
โดยสิ่งที่เป็นไฮไลท์ของที่นี่คือเป็นจุดศูนย์รวมที่แม่น้ำหลายสายไหลมาบรรจบกันทำให้เกิดภาพที่สวยงามชนิดที่ไม่มีที่ไหนจะเกิดวิวแบบนี้ได้
ขณะเดียวกันภายในอุทยานยังประกอบไปด้วยน้ำตกต่างๆมากมายรวมถึงถ้ำที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าไปเดินสำรวจอีกด้วยไม่ว่าจะเป็นน้ำตกทรายเงิน ถ้ำผาหงส์ สวนสนบ้านแปก
น้ำตกทรายแก้วเป็นต้นซึ่งรับรองเลยว่าแต่ละที่นั้นมีความสวยงามที่จะทำให้คุณประทับใจอย่างแน่นอน

ภูชี้ฟ้า
หลายคนน่าจะเคยรู้จักกับภูชี้ฟ้า
เพราะถือได้ว่าเป็นยอดดอยที่นักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมไปสูดอากาศเย็นที่นี่
แต่สำหรับการเดินทางขึ้นไปยังบนภูชี้ฟ้าบอกได้เลยว่าหินไม่ใช่เล่น
เพราะเต็มไปด้วยเนินสูงชันแถมบางจุดยังเป็นทางโค้งที่ผู้ขับต้องมีความสามารถระดับหนึ่งถึงจะปลอดภัย สำหรับที่นี่อยู่สูงจากน้ำทะเลถึงหนึ่งพันหกร้อยยี่สิบแปดเมตรเลยทีเดียวจึงทำให้มีอากาศหนาวเย็นมากๆ และแน่นอนว่าเราสามารถยืนชมพระอาทิตย์ขึ้น และทะเลหมอกได้อย่างเต็มตานอกจากนี้ด้านบนนอกจากจะมีที่พักแบบกางเต๊นท์ก็ยังมีที่พักซึ่งเป็นบ้านหลังๆไว้ให้บริการแก่นักท่องเที่ยว แต่ใครที่อยากใกล้ชิดธรรมชาติ และอากาศหนาวล่ะก็แนะนำให้นอนเต๊นท์

เพราะคุณจะได้รับอากาศหนาวสมการรอคอยอย่างแน่นอนส่วนเรื่องอาหารการกินด้านบนภูชี้ฟ้าก็มีร้านอาหารจำนวนไม่น้อยคอยเปิดบริการเล่นเดียวกัน…

อ่านต่อ →

วิธีการทำ “ขนมถ้วยตะไล” ขนมไทยโบราณที่หอมอร่อยอย่างสุดยอด

“ขนมถ้วยตะไล” ที่คนสมัยนี้ส่วนใหญ่เรียกว่า “ขนมถ้วย”
เป็นขนมหวานไทยโบราณที่มีมาช้านานแล้ว
และเหตุที่คนโบราณนั้นทำขนมใส่ในถ้วยตะไลใบเล็กหรือถ้วยกระเบื้องขนาดเล็ก
พอดีคำ จึงเป็นที่มาเรียกขนมชนิดนี้ว่า “ขนมถ้วยตะไล” ขนมถ้วยมีเนื้อนุ่ม
หอมกลิ่นใบเตยคั้นสด หวานพอดีๆตัดกับรสเค็มมันของหน้ากะทิ
ให้รสหอมหวานมัน กลมกล่อมกำลังดี
และยังเป็นขนมที่ทำง่ายและวัตถุดิบก็หาได้ง่ายอีก
ขนมถ้วยเป็นขนมที่ทำมาจากแป้งข้าวจ้าว
น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลโตนด กะทิ เกลือ และใบเตยคั้นสด โดยแบ่งขนมเป็น 2ส่วน
คือ “ตัวขนม” และ”หน้าขนม” วิธีการทำคือ
ผสมแป้งส่วนตัวขนมให้เข้ากันและผสมกะทิส่วนหน้าขนมให้เข้ากัน พักไว้
จากนั้นจึงนำแป้งตัวขนมที่เตียมไว้ใส่ในถ้วยตะไลประมาณครึ่งถ้วยแล้วนำไปนึ่งให้สุก
แล้วจึงใส่กะทิหน้าขนมที่เตียมไว้ตามลงไป นึ่งต่อจนสุก พักทิ้งไว้รอขนมเย็น
ก็พร้อมรับประทานได้แล้ว
อุปกรณ์เพิ่มเติม

  • ซึงนึ่ง
    *ถ้วยตะไล สำหรับหยอด
    สูตรที่ 1
    ขนมถ้วยใบเตยสูตรนี้เป็นสูตรหวาน มัน หอม กลมกล่อมพอดีเลย
    เป็นสูตรมาจากคุณคุณพล ตัณฑเสถียร ขนมหอม หวาน ตัวแป้งไม่แข็งด้วย
    หอมกลิ่นใบเตย อร่อยมากๆ
    ส่วนผสมของตัวขนม
  • แป้งข้าวจ้าว 55 กรัม
  • แป้งถั่วเขียว 1ช้อนโต๊ะ
  • แป้งท้าวยายม่อม 3 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำตาลปึก 140 กรัม. (ไม่ชอบหวานสามารถลดลงได้)
  • หางกะทิ 1 ถ้วยตวง
  • น้ำใบเตยเข้มข้น ¼ ถ้วยตวง
  • ส่วนผสมของหน้าขนม
  • แป้งข้าวจ้าว 35 กรัม
  • หัวกะทิ 2 ถ้วยตวง
  • เกลือป่น1+1/2 ช้อนชา

วิธีทำ

  1. ต้มน้ำประมาณ 1 ถ้วย พอเดือด ก็ขยำใบเตยลง ไปประมาณ 2 ใบ
    ต้มต่อประมาณ 5 นาที ก็จะได้ น้ำใบเตย
  2. ทำตัวขนม โดยผสมแป้งทั้งสามชนิดเข้าด้วยกัน
    ใส่น้ำตาลปึกและน้ำต้มใบเตยลงไป
    ใช้มือนวดให้แป้งและน้ำตาลละลายเป็นเนื้อเดียวกัน ใส่กะทิตามลงไป แล้วกรอง
    1ครั้ง พักไว้
  3. ทำหน้าขนม โดยผสมส่วนประกอบทั้งหมดให้เข้ากันดี และกรอง1ครั้ง
    พักไว้
  4. จัดเรียงถ้วยตะไลในลังถึง นำไปตั้งไฟให้ร้อนดี
    พอถ้วยร้อนจึงรีบเปิดฝาลังถึง ใส่ส่วนผสมตัวขนมลงไป ประมาณ ¾
    ของถ้วย…ปิดฝา นึ่งประมาณ 7 นาที หรือจนตัวขนมสุก (มีลักษณะผิวขนมตึง)
  5. เปิดฝาลังถึง หยอดตัวหน้าขนมลงไป นึ่งต่อประมาณ 5 นาที จนสุกดี
    แต่อย่านึ่งนานไป เพราะตัวหน้าขนมจะแตก
  6. รอให้ขนมเย็นแล้วค่อยแคะขนมออกจากถ้วย ก็พร้อมรับประทาน

อ่านต่อ →

ของฝากนักชิมของ จ.กำแพงเพชร

กระยาสารท – แม่ฉลอง
“กระยาสารทแม่ฉลอง” ของอร่อย ของดี จากจังหวัดกําแพงเพชร
ขนมที่ชาวบ้านนิยมทําในช่วงเทศกาลสารทเดือนสิบ
จนเป็นของฝากจากจังหวัดกําแพงเพชร
ขนมที่คนทั่วไปสามารถหาซื้อมารับประทานได้ตลอดปี
ความเป็นมา
จุดเริ่มต้นอันเป็นที่มาของกระยาสารทแม่ฉลอง เริ่มจากเมื่อเสร็จจากฤดูการทํานา
ก็จะนําข้าวเหนียวมาทําข้าวเม่าส่งขายตามตลาด
พอถึงเทศกาลสารทเดือนสิบก็ทําสารทไทยกล้วยไข่
ซึ่งเป็นประเพณีที่ชาวกําแพงเพชรทําสืบต่อกันมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย
ซึ่งก่อนหน้านี้ชาวบ้านจะทํากระยาสารทเฉพาะในช่วงเทศกาลนี้เท่านั้น
และจะหากระยาสารทกินกันได้ก็เฉพาะในช่วงนี้เช่นกัน
แรกที่ทํากระยาสารทก็เพื่อเก็บไว้กินเอง แต่เห็นว่า กระยาสารท
เป็นขนมที่สามารถใช้เป็นของฝากได้ตลอดปี
ก็เลยหันมาทํากระยาสารทแบบชั่งขายเป็นกิโลกรัม
จนคนเรียกว่ากระยาสารทหลงฤดู
เฉาก๊วยชากังราว
ในบรรดาพืชสมุนไพรต่างๆซึ่งเราๆท่านๆรู้จักกันดีนั้น
คงจะกล่าวได้ว่ามีเพียงไม่กี่ชนิดที่ถูกนำมาดัดแปลงปรุงแต่งประกอบอาหาร
ให้กลายเป็นขนมหวานรสอร่อยซึ่งเป็นที่นิยมกันโดยทั่วไป
อยากที่จะชวนท่านๆทั้งหลายมาชิมหนึ่งในขนมหวานชื่อดังเหล่านั้นกัน
คือ ขนมหวานซึ่งแพร่หลายมากในประเทศจีน
แปรรูปมาจากยางของต้นเฉาก๊วยซึ่งมีสรรพคุณทางยา คือ
มีฤทธิ์ช่วยบรรเทาอาการร้อนใน ,ไข้หวัด ,ลดความดันโลหิตสูง
,บรรเทาอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ,ข้ออักเสบ ,ตับอักเสบและเบาหวาน
ลักษณะของต้นและใบคล้ายสะระแหน่ (เป็นพืชซึ่งจัดอยู่ในวงศ์เดียวกันกับมิ้นท์
,สะระแหน่ ,กะเพรา ,โหระพา ,แมงลักและยี่หร่า
ความอร่อยของเฉาก๊วยนั้นจะขึ้นอยู่กับส่วนผสมซึ่งผู้ค้าแต่ละรายใส่ลงไป
บางแห่งอาจเหนียวหนึบเคี้ยวอร่อยและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของเฉาก๊วยเพราะมีความเข้มข้นของน้ำยางมาก
บางแห่งอาจรู้สึกเหมือนกินวุ้นจืดๆสีดำไม่มีกลิ่นรสชวนลิ้มลองแต่อย่างใด
ส่วนเฉาก๊วยที่ทีมงานท่องเที่ยวดอทคอมอยากเชิญชวนคุณมาชิมนี้
เป็นเฉาก๊วยของดีติดระดับ OTOP เมืองกำแพงเพชร
พ่วงท้ายต่อด้วยอีกหลากหลายรางวัลรับประกันความอร่อยนั่นก็คือ
“เฉาก๊วยชากังราว” นั่นเอง…

อ่านต่อ →

ร้านอาหารญี่ปุ่นรสชาติ5ดาว

ยุคนี้สมัยนี้ คงไม่มีใครไม่รู้จักอาหารญี่ปุ่นกันแล้ว เพราะอาหารญี่ปุ่นเข้ามามีอิทธิพลอย่างมากมาย
ดูได้จากห้างร้านต่างๆที่ผุดขึ้นมาอย่างม่ากมายทั้งแบบธรรมดา และแบบบุฟเฟ่ต์
ราคาตั้งแต่หลักสิบจนถึงหลักหมื่นเลยก็มี สำหรับมนุษย์เงินเดือนแล้ว คงต้องหาที่กินที่อร่อย ประหยัด
และได้คุณภาพ วันนี้จึงมาแนะนำร้านอาหารญี่ปุ่นราคารเบาๆแบบสบายกระเป๋ากัน

1.ร้าน SUSHIOO ร้านนี้มีทั้งหมด 3 สาขา Mercury , The Street(รัชดา), Victoria
Garden(เพชรเกษม) เมนูที่เราจะมาแนะนำวันนี้คือ…ซูชิหน้าปลาไหล ด้วยรสชาติที่นุ่มละมุนลิ้น
หอมกลิ่นปลาไหลย่างถือว่าเป็นซิกเนเจอร์ของร้านเลยก็ว่าได้ จุดเด่นของร้านคือซูชิ 1 คำจะเท่ากับซูชิ 2
คำวิธีซ้อนปลาลงบนข้าวปั้นอีกชั้นเป็น 1 คำจะมีปลา 2 ชั้น ราคาเริ่มต้นที่ 40 บาทเท่านั้น

2.อร่อยจัง เทอริยากิ ร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อดังข้างทาง ด้วยเมนูอาหารญี่ปุ่นราคาประหยัดแต่คุณภาพดี
แถมอร่อยถูกปากคนไทยจึงทำร้านนี้ เป็นร้านอาหารโปรดในดวงใจของใครหลายคน
โดยราคาอาหารร้านนี้เริ่มต้นที่ 38 บาทและยังมีเมนูให้เลือกหลากหลายอีกด้วย

3.เป็นอีกร้านอาหารญี่ปุ่นบรรยากาศดี สำหรับร้าน Sousaku มีเมนูหลากหลาย โดยเฉพาะ Negi Otoro
Jumbo ชิ้นโต พร้อมไข่ปลาอร่อยแบบเต็มปากเต็มคำ นอกจากนี้ยังมีปลาดิบที่พลาดไม่ได้อย่าง Salmon-
Otoro Twist, Salmon Toro Aburi, Marugoban Toro Aburi ราคาเริ่มต้นอยู่ที่ 80 บาท…

อ่านต่อ →

ลิ้มลองความเผ็ดร้อนในแบบฉบับชาวเม็กซิกัน ที่ร้าน ลา โมนิต้า

ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเม็กซิกัน เชื่อว่าหลายคนคงทราบดีอยู่แล้วถึงจุดเด่นของมัน
นั่นก็คือความเผ็ดร้อน นี่คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสกับมันได้แบบเต็มๆ ที่ร้าน ลา
โมนิต้า ร้านอาหารเม็กซิกันเบอร์ต้นๆ ของกรุงเทพมหานคร

สำหรับชาวไทยทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับรสชาติอันร้อนแรง
ความเผ็ดร้อนในอาหาร ซึ่งเป็นรสชาติหลักของอาหารในบ้านเรามาแต่ไหนแต่ไร
นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในอาหารเม็กซิกันด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่อาหารจากประเทศแห่งนี้จะได้รับความนิยมไม่น้อยในบ้านเรา

ใครที่อยากไปสัมผัสรสชาติแบบเม็กซิกันแบบเต็มๆ แนะนำให้ลองไปที่ร้าน ลา
โมนิต้า (La Monita Taqueria) กันดู ปัจจุบันร้านนี้เปิดให้บริการอยู่ 2 สาขา
นั่นก็คือที่บริเวณมหาทุนพลาซ่า ย่านเพลินจิต และอีกแห่งที่ เอ็มควอเทียร์
บริเวณชั้น 7

สำหรับร้าน ลา โมนิต้า
นั้นจะมีเมนูอาหารเม็กซิกันให้ได้เลือกไปลิ้มลองกันหลากหลาย
โดยรสชาติของมันก็จะเต็มไปด้วยความเผ็ดร้อนจัดจ้านตามสไตล์ของชาวเม็กซิกั
น เป็นรสชาติที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสถึงต้นฉบับแบบแท้ๆ
โดยอาหารที่แนะนำของทางร้านก็คือ Grilled Prawns Fajitas กุ้งผัดกับพริกหวาน
ที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศเผ็ดร้อนนานาชนิด เสิร์ฟมาบนกระทะร้อน
และมีแป้งตอร์ติญ่ามาให้ทั้งหมด 4 แผ่น พร้อมซอสซัลซ่าและกวาคาโมเล่

อาหารจานนี้ถือว่าเป็นเมนูเด็ดอย่างแท้จริง
เพราะลูกค้าจะได้สัมผัสกับรสชาติความเผ็ดร้อนแบบเต็มๆ พร้อมกับเนื้อกุ้งร้อนๆ
ที่กรุบกรอบ จัดว่าเป็นรสชาติที่น่าจะเข้ากับชาวไทยได้เป็นอย่างดี
ซึ่งใครก็ตามที่อยากลิ้มลองจานนี้ก็มีราคาอยู่ที่ 550 บาท อาจจะแพงสักหน่อย
แต่เชื่อว่าถ้าได้ลองชิมดูแล้วจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแน่นอน

อาหารที่แนะนำนอกเหนือจากนี้ของทางร้านก็ยังมี เบรคฟาสต์ เกซาดิญ่าส์
เป็นแป้งตอร์ติญ่าชนิดนุ่ม ห่อด้วยไข่, ชีส และซอสต่างๆ ยังมีของหวานอย่าง
ชูร์โรส วาฟเฟิล เอาไว้คลายความเผ็ดหลังมื้ออาหาร เสิร์ฟพร้อมคาราเมลอร่อยๆ
น่าจะถูกปากสำหรับใครหลายๆ คน

นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีเครื่องดื่มในแบบฉบับชาวเม็กซิกันให้เลือกมาก
มาย โดยที่แนะนำก็คือ บลู มาร์การิต้า เป็นเครื่องดื่มเตกีล่า 2 ชนิด, น้ำมะนาว
และบลูไซรัป นำเอามาผสมกันจนออกมาเป็นรสชาติเฉพาะตัว

นี่คือร้านที่ใครก็ตามที่อยากลิ้มลองอาหารเม็กซิกันควรที่จะไปดูสักครั้ง
แม้ว่าราคาอาจจะสูงไปหน่อย แต่รสชาติแบบนี้ก็ถือว่าทุกอย่างคุ้มค่า
เข้าใจได้กับเงินที่ต้องจ่ายไป
เชื่อเถอะว่ามีร้านอาหารไม่กี่แห่งหรอกที่จะทำให้เราได้เข้าถึงความเป็นเม็กซิกันไ
ด้มากขนาดนี้…

อ่านต่อ →

ค้นหาเหมืองแร่เก่า ปิล๊อก วันนี้ที่เปลี่ยนไป

ฤดูฝน เป็นช่วงเวลาที่ใครก็ไม่อยากขยับไปไหน
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราท่านที่การทำงาน
ในฤดูแห่งความเหงานี้ช่างอ่อนแรงและเปล่าเปลี่ยวหัวใจเหลือเกิน
เรียกว่าไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจในการทำงานเลย
แล้วทำอย่างไรจึงจะมีแรงกระตุ้นกลับมาลุยงานอีกครั้ง
หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนเลือกย่อมหนีไม่พ้นการพาตัวเองเฟดออกจากสถานที่เดิมๆ
ไปซึมซับบรรยากาศและทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติ
เรียกง่ายๆ ว่าออกไปชาร์จแบตนั่นแหละ
ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนมักเดินทางไปเยี่ยมเยือน
ย่อมหนีไม่พ้น กาญจนบุรี
จังหวัดที่มีวัฒนธรรมและธรรมชาติอันหลากหลาย
แถมอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร
เรียกได้ว่าเที่ยวที่เดียวครบจบทุกที่
อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อย
พูดถึงกันคือ “ปิล๊อก” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ
เพราะเป็นตำบลที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า
การเดินทางจึงไม่ใคร่จะถูกใจบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกมากนัก
แต่หากใครเป็นนักท่องเที่ยวขาลุยสายฮาร์ดคอร์
เราแนะนำว่า ปิล๊อก
คือหนึ่งในสถานที่ที่คุณควรเดินทางไปเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต
เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่อันแสนสงบสุขแล้ว ปิล๊อก
ยังเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2483 กรมทรัพยากรธรณี
นำคณะนายช่างมาสำรวจพื้นที่บริเวณนี้
ก่อนจะพบแร่ดีบุกและวุลแฟรมจำนวนมาก
รวมไปถึงแร่ทังสะเตนและแร่ทองคำ
กระทั่งองค์การเหมืองแร่กรมโลหะกิจ ได้เปิดเหมืองปิล๊อก
ขึ้นเป็นแห่งแรกที่บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก

อย่างไรก็ตาม
การเปิดเหมืองในครั้งนั้นนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยกับกรรมกรพม่า
เพราะฝ่ายไทยห้ามกรรมกรพม่านำแร่ไปขายให้อังกฤษ
แต่กรรมกรพม่าฝ่าฝืน จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก
นั่นทำให้ชาวบ้านเรียกเหมืองแห่งนี้ว่าเหมืองผีหลอก
แล้วจึงเพี้ยนเป็น ปิล๊อก
ซึ่งกลายเป็นชื่อเหมืองแร่และตำบลในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นก็ได้มีเหมืองแร่อื่นๆ ทยอยเปิดตามกันมาอีกมากมาย
ทั้ง เหมืองเล็ก เหมืองใหญ่ ประมาณ 50-60 เหมือง
ซึ่งผู้คนบริเวณนี้พากันเรียกบรรดาเหมืองทั้งหลายในพื้นที่แบบเหมารวมว่าเหมืองปิล๊อก
ดินแดนแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของบรรดานายเหมืองทั้งหลาย
ที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชค ทั้งคนไทย, พม่าและแขกอินเดีย
เหมืองปิล๊อก จึงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชุมชนโดยรอบเป็นอย่างมาก
กระทั่งปี พ.ศ.2528 เกิดภาวะราคาแร่โลกตกต่ำ เหมืองปิล๊อก
จึงปิดตัวลง เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานเมือง เหมืองอันรุ่งโรจน์
ก่อนปัจจุบันจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ
โดยนอกจากการเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติและความรุ่งเรื่องในอดีตที่ ปิล๊อก แล้ว
สถานที่แห่งนี้ยังมีแลนด์มาร์คอีกหลายจุดให้นักเดินทางได้บันทึกความทรงจำ
ไล่ตั้งแต่ ฐานปฎิบัติการช้างศึก, บ้านอีต่อง,
บ้านป้าเกล็น, เนินเสาธง, จุดชมวิวเขาขาด, น้ำตกจ๊อกกระดิ่น,
น้ำตกผาแป และน้ำตกเจ็ดมิตร
ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม
ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี
ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม.
ท่านจะพบสี่แยก ให้เลี้ยวขวาเพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี

จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยก แก่งเสี้ยน ให้ขับ ไปทาง อ.ทองผาภูมิ
ซึ่งจะผ่านทั้ง ไทรโยคน้อย และไทรโยคใหญ่ แล้วจะพบ สามแยก
ให้ขับตรงไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.ทองผาภูมิ ประมาณ 25 กม.
เส้นทางเป็นทางลัดเลาะตามไหล่เขา ถนนค่อนข้างแคบโค้งเยอะ
กระทั่งถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ขับไป 2.5กม.
ทางขวามือมีทางแยกไปน้ำตกจ๊อกกระดิ่น
ขับตรงไปอีกนิดทางซ้ายมือจะมีเส้นทางลงเขาปากทางปักป้ายไว้ว่า
เหมืองสมศักดิ์ (บ้านป้าเกล็น) หากตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึง สภ.ต.ปิล๊อก…

อ่านต่อ →

แสงเหนือคืออะไรต้องไปเที่ยวประเทศไหนถึงได้ดู

หลายคนคงเคยได้ยินกับคำว่าแสงเหนือ-แสงใต้
แต่ก็ยังคงสงสัยและไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันคืออะไร
เคยเห็นแต่ภาพอันสวยงามต่างๆ ซึ่งเหนือ
แสงใต้นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏเป็นแนวแสงสว่างสีต่างๆ
บนท้องฟ้ายามค่ำคืน รูปร่างคล้ายกับม่าน
และมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว แสงเหนือ-แสงใต้
มักเกิดขึ้นในบริเวณที่ละติจูดสูง เช่น บริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ ที่เรียกว่า
แสงเหนือ (aurora borealis) และบริเวณใกล้ขั้วโลกใต้ ที่เรียกว่า
แสงใต้ (aurora australis) และอยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 80-1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นดิน
โดยปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้
เกิดจากการชนกันระหว่างก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกกับอนุภาคไฟฟ้าที่
ถูกปล่อยออกมาจากพลังงานแสงอาทิตย์
ก่อให้เกิดการระเบิดเป็นลำแสงสีต่าง ๆ กันออกไป
ขึ้นอยู่กับแสงนั้นเกิดขึ้นในช่วงชั้นบรรยากาศไหนและเกิดจากก๊าซอะไร
เพราะในระดับความสูงที่เหนือชั้นบรรยากาศ 100 กิโลเมตรขึ้นไป
จะประกอบด้วยโมเลกุลไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่
โดยในระดับความสูงเหนือชั้นบรรยากาศประมาณ 100-200 กิโลเมตร
ช่วงนี้จะมีโมเลกุลออกซิเจนหนาแน่นมาก
สามารถก่อให้เกิดแสงออโรร่าสีเขียวอมเหลือง ซึ่งเป็นแสงเหนือ
แสงใต้ยอดนิยมที่มักจะได้เห็นกันบ่อย ๆ
ส่วนแสงเหนือสีแดงจะปรากฏในช่วงชั้นบรรยากาศที่สูงเกิน 200กิโลเมตรขึ้นไป
แต่แสงสีฟ้าและสีม่วงมักจะปรากฏที่ช่วงความสูงเหนือชั้นบรรยากาศใน
ช่วงที่ต่ำกว่า 120 กิโลเมตร
อันเป็นช่วงชั้นที่มีโมเลกุลของไนโตรเจนหนาแน่นกว่าออกซิเจน
ขณะที่ช่วงเวลาในการเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้
นั้นจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวของทางขั้วโลก ซึ่งเป็นช่วงเดือนกันยายน

ตุลาคม มีนาคม และเมษายน
นอกจากนี้หากได้ไปเยือนขั้วโลกในขณะที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้เมฆ
มีความมืดมิดสนิท มีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปลอดมลพิษ
และเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-24.00 น.
ก็จะยิ่งมีโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้น
ซึ่งประเทศที่สามารถที่มีแสงเหนือ-
แสงใต้นั้นจะอยู่ในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้
โดยจะมีเส้นแนวของการเกิดแสงอยู่รอบ ๆ ขั้วแม่เหล็กของโลก
เรียงตัวกันในรูปทรงไข่เหนือขั้วแม่เหล็กโลกดังกล่าว
ดังนั้นหากเกิดแสงออโรร่าในซีกโลกเหนือ เราจึงเรียกว่าแสงเหนือ
และหากเกิดแสงออโรร่าในซีกโลกใต้ เราจึงเรียกว่าแสงใต้นั่นเอง
โดยจะเกิดขึ้นกับ 7 ประเทศอย่างไอซ์แลนด์
ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างเกาะกรีนแลนด์ นอร์เวย์
และสหราชอาณาจักร
เป็นประเทศสุดฮอตที่นักท่องเที่ยวมักจะไปตามล่าหาแสงเหนือกัน
รวมไปถึงฟินแลนด์, แคนาดา, เดนมาร์ก, รัสเซีย, นอร์เวย์
และสหรัญอเมริกา ในรัฐอลาสก้า
โดยแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะไปชมแสงเหนือควรที่จะไปกับทัวร์
เพราะพวกเขามีความเชี่ยวชาญ ดังนั้นจะรู้ว่าควรไปวันไหน
ไปตรงจุดไหน และเวลาไหนที่จะได้เห็นแสงเหนือชัดๆ…

อ่านต่อ →

เลือกบินแบบไหนให้เหมาะสมกับทริปการท่องเที่ยว

ปัจจุบันการเดินทางไปท่องเที่ยวมีวิธีให้เลือกหลากหลาย
โดยการบินนั้นก็มีทั้งแบบฟูลเซอร์วิส, แบบโลว์คอสต์ รวมไปถึงการต่อเครื่อง ต่างๆ
นานา คำถามก็คือควรเลือกบินแบบไหนดีให้เหมาะกับทริปท่องเที่ยวนั้นๆ
อย่างแรกเลยก็คือต้องประเมินก่อนว่าระยะเวลาในการบินนั้นนานไหม
ถ้าเกิดว่านานเกิน 6 ชั่วโมง
ให้ลองถามตัวเองดูว่าสภาพร่างกายพร้อมหรือเปล่าถ้าหากว่าจะต้องนั่งเครื่องบินโลว์คอสต์
ซึ่งมักจะมีพื้นที่คับแคบ และนอนหลับได้ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่นัก
ถ้าคิดว่าไหวก็สามารถเลือกบินแบบนั้นได้ แต่ถ้าไม่ไหวและยังพอมีงบประมาณเพียงพอ
ก็เลือกบินแบบฟูลเซอร์วิสไปจะเหมาะกว่า

เวลาบินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้นำมาพิจารณา
กรณีที่ต้องการบินกลางคืนเพื่อที่จะหลับไปบนเครื่อง
ก็ลองนึกภาพเอาว่าเราสามารถนอนหลับในที่นั่งที่คับแคบของเครื่องบินโลว์คอสต์
ได้หรือไม่ หรือถ้าเปลี่ยนไปนั่งแบบฟูลเซอร์วิสจะเหมาะสมกว่า
เพราะการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วเที่ยวต่อในตอนเช้าเลย
จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายของเราเป็นอย่างมาก
นอกจากการเที่ยวอาจจะไม่สนุกแล้ว
ยังอาจทำให้เราไม่สบายระหว่างทริปจากการอดหลับอดนอนอีกด้วย
การบินแบบฟูลเซอร์วิสและแบบโลว์คอสต์นั้นจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันค่อนข้างมาก
ซึ่งไม่ว่าเราจะเลือกบินแบบไหนก็ไม่มีถูกมีผิด
ทุกอย่างอยู่ที่ความสบายใจของเรา เพราะทริปท่องเที่ยวสักทริป
เราก็ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองในราคาที่สามารถจ่ายไหว
ไม่จำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่ราคาถูกกว่าเสมอไปก็ได้

นอกจากนี้แล้วสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดงบประมาณ
หรือต้องการเดินทางในเส้นทางการบินที่เปิดให้บริการเฉพาะแบบที่ต้องต่อเครื่อง
ก็สามารถเลือกบินในแบบนี้ได้เช่นกัน
แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันต้องเสียเวลาไม่น้อยในการรอต่อเครื่อง
ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีปัญหาดีเลย์ก็ได้
ลองชั่งน้ำหนักดูว่าเรายินยอมที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้หรือไม่
เพื่อแลกกับค่าตั๋วที่ราคาไม่แพง
การจองตั๋วเครื่องบินนั้นอย่าลืมพิจารณาด้วยว่าเรามีกระเป๋าที่จะต้องโหลดใต้เครื่องหรือเปล่า
และมีน้ำหนักเท่าไหร่ บางสายการบินเราก็ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่ม
นี่คือสิ่งที่เราควรศึกษาควรเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเพื่อที่การเดินทางจะได้ราบรื่น
ใครที่กำลังมีแผนจะจองตั๋วเครื่องบินเดินทางก็เลือกเอาที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นดีที่
สุด เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครที่จะรู้ตัวเราเองได้มากไปกว่าเรา
และการท่องเที่ยวสักทริป ความประทับใจก็เริ่มต้นตั้งแต่การบินเลยนี่แหละ…

อ่านต่อ →

นอนชมดาวรอพระอาทิตย์ขึ้นที่ศรีน่าน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตั้งอยู่ที่จังหวัดน่าน
มีพื้นที่ครอบคลุม อำเภอนาหมื่น, อำเภอนาน้อย และ
อำเภอเวียงสา ไล่ตั้งแต่สองฟากฝั่งลำน้ำน่าน
ไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจ
เพราะมีครบทั้ง 3 ฤดู ใน 1 ปี
ซึ่งด้วยสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ภายใต้เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
จึงเปรียบเสมือนต้นกำเนิดชีวิตของผู้คนชาวน่าน
โดยเฉพาะการเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำน่าน
นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ยังมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญหลายอย่าง
และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
มีจุดเด่นอยู่ที่วิวทิวทัศน์อันสวยงาม
และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิเช่น เสาดินและคอกเสือ,
ปากนาย, แก่งหลวง, ผาชู้, ดอยเสมอดาว และ ผาหัวสิงห์
แต่จุดที่เป็นแลนด์มาร์คในการเดินทางมายัง

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน คือ ดอยเสมอดาว
ที่ได้รับการขนานว่าสวยงามประดุจท้องฟ้าจำลอง
เพราะสามารถนอนดูดาวนับล้านดวงเสมือนอยู่ไม่ไกลออกไป
และสามารถเอื้อมมือไปคว้าได้
อีกทั้งนอกจาก ดาว แล้ว ดอยเสมอดาว
ยังเป็นจุดวิวทิวทัศน์ยามพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยสดงดงามไม่แพ้ใคร
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีทะเลหมอกให้ได้เชยชม
เหมาะสำหรับการเดินทางไปกับคู่รัก
เพราะบรรยากาศนั้นสุดแสนจะโรแมนติก
เท่านั้นไม่พอ อีกหนึ่งจุดที่ ดอยเสมอดาว
เก๋ไก๋กว่าสถานที่แห่งอื่น
คือมีธรรมชาติให้เข้าสัมผัสอย่างหลากหลายตลอดทั้งปี
ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน, ฤดูฝน หรือฤดูหนาว

คุณสามารถสัมผัสความสวยงามที่แตกต่างได้จากอุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ชนิดไม่มีเบื่อ
ส่วนใครเป็นสายลุยพร้อมบุกป่าฝ่าดง
การเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปยัง ผาหัวสิงห์
ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายสุดของลานดูดาว คือทริปที่ไม่ควรพลาด
เพราะแม้เส้นทางจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่วิวแบบ 360 องศา ที่ยอดผาคือที่สุด
แต่หากใครกลัวว่าจะต้องไปเผชิญกับผู้คนนับร้อยในฤดูท่องเที่ยว
เราก็มีตัวเลือกดีๆ ในการนอบนับดาวที่วิวสวยไม่แพ้กัน นั่นก็คือ
ผาชู้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากดอยเสมอดาว เดินทางไปแค่ 4 กิโลเมตร
สามารถหาที่กางเต้นท์หลบมุมนอนดูดาวได้ไม่ยาก
ส่วนการเดินทางไปนอนชมดาวรอพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงขับรถจากกรุงเทพมหานคร ผ่าน
นครสวรรค์, พิษณุโลก จนถึง แพร่ แล้วเข้าสู่ถนนยันตรกิจโกศล
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 มุ่งหน้าไปยังอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
ที่เหลือก็แค่เลี้ยวขวาเข้าถนนเจ้าฟ้า
ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 ขับไปเรื่อยๆ
จนถึงอำเภอนาน้อย ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายนาน้อย-ปางไฮ
ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1083 ไปสักระยะ
จะเห็นป้ายแยกซ้ายเข้าไปทางดอยเสมอดาว
รวมแล้วระยะทางประมาณ 630 กิโลเมตร กินเวลาแค่ 9 ชั่วโมงเท่านั้น…

อ่านต่อ →