ขับรถมาชมวิว พร้อมชิมอาหารทะเล มีเวลาน้อยก็เที่ยวได้ที่ชลบุรี

 

ถ้าพูดถึงจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตไม่ไกลจากกรุงเทพ ก็คงต้องนึกถึง จังหวัดชลบุรี ซึ่งจังหวัดนี้เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้คุณได้เข้าไปเยี่ยมชม มีอาหารทะเลสด ๆ รสชาติอร่อย ไว้ให้คุณได้ลองลิ้มชิมรสด้วย ถ้าพร้อมแล้วเราไปดูกันดีกว่าว่าที่ ชลบุรี จะมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ไหนน่าสนใจบ้าง  คาสิโนออนไลน์

  • เจ-พาร์ค (J-Park) ศรีราชา

จังหวัดชลบุรี ไม่ได้มีเพียงชายทะเล หรืออาหารทะเลให้ลิ้มลองเพียงเท่านั้นนะคะ เพราะว่าคุณสามารถมาเที่ยวชมเมืองจำลองของญี่ปุ่นได้ที่ เจ-พาร์ค (J-Park)  ศรีราชา  ซึ่งที่นี่ยังมีร้านอาหารญี่ปุ่น ร้านขนมญี่ปุ่น ห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านค้าญี่ปุ่นอยู่มากมายหลายร้านเลยทีเดียว ซึ่งหากว่าคุณอยากจะลองมาเที่ยวชมบรรยากาศในสไตล์ญี่ปุ่น ก็ลองแวะมาเที่ยวชมที่นี่ดูนะคะ รับรองว่าจะได้รับความสนุกในรูปแบบที่แตกต่างจากเดิมอีกด้วย

  • อ่างเก็บน้ำบางพระ

เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสวยงาม ไม่แพ้อ่างเก็บน้ำอื่น ๆ เลย ซึ่งการไปเที่ยวที่อ่างเก็บน้ำบางแสนนั้น มีหลากหลายมุม ให้คุณถ่ายรูป อีกทั้งอ่างเก็บน้ำที่นี่ยังเป็นสถานที่ที่มีคนไปถ่ายรูปมากมาย เหนื่อยจากการทำงานก็ลองขับรถแวะมาเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำบางพระดูนะคะ รับรองว่ามีมุมสวย ๆ ได้คุณได้เก็บภาพมากมายเลยล่ะค่ะ

  • หาดบางแสน

บางแสน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิตที่ใคร ๆ ต่างก็พูดถึง และได้ยินดีมานานแสนนาน ซึ่งบางแสนมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย ทั้งชายทะเล ได้ไปเที่ยวชมบรรยากาศที่สุดแสนจะมีความสุข อีกทั้งหากว่าคุณไปเที่ยวในวันหยุด ศุกร์เสาร์ ก็สามารถไปเดินเล่นถนนคนเดินบางแสนได้ มาชลบุรีทั้งที อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่บางแสนนะคะ

สถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดชลบุรีนั้น เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความงดงาม และมีความหลากหลายอย่างมาก มีทั้งความงดงามของธรรมชาติ ทะเล น้ำตก อ่างเก็บน้ำ รวมถึงยังมีความงดงามของสถาปัตยกรรมตามแบบสไตล์ญี่ปุ่นอีกด้วย ถ้าใครแวะมาจังหวัดชลบุรี ก็อย่าลืมแวะมาเที่ยวที่สถานที่ท่องเที่ยวที่เราแนะนำไปนะคะ เพราะว่าคุณจะได้เพลิดเพลินเต็มอิ่มกับสถานทีท่องเที่ยวจังหวัดชลบุรีมากมาย ซึ่งรับรองว่าจะเป็นสถานทีท่องเที่ยวที่เหมาะกับการมาพักผ่อนหย่อนใจเลยทีเดียว และชลบุรี ก็เป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพ เดินทางง่ายและสะดวกกว่า รวมถึงยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่ทำให้คุณมีความสุขกับการพักผ่อนอย่างยิ่ง ลองแวะมาเที่ยวที่ชลบุรีดูนะคะ รับรองว่าคุณจะได้รับความสุขและความสนุกในรูปแบบใหม่กลับไปอย่างแน่นอน

 …

อ่านต่อ →

ลิ้มลองความเผ็ดร้อนในแบบฉบับชาวเม็กซิกัน ที่ร้าน ลา โมนิต้า

ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารเม็กซิกัน เชื่อว่าหลายคนคงทราบดีอยู่แล้วถึงจุดเด่นของมัน
นั่นก็คือความเผ็ดร้อน นี่คือสิ่งที่เราสามารถสัมผัสกับมันได้แบบเต็มๆ ที่ร้าน ลา
โมนิต้า ร้านอาหารเม็กซิกันเบอร์ต้นๆ ของกรุงเทพมหานคร

สำหรับชาวไทยทุกคนน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้วกับรสชาติอันร้อนแรง
ความเผ็ดร้อนในอาหาร ซึ่งเป็นรสชาติหลักของอาหารในบ้านเรามาแต่ไหนแต่ไร
นี่คือสิ่งที่มีอยู่ในอาหารเม็กซิกันด้วย
จึงไม่น่าแปลกใจที่อาหารจากประเทศแห่งนี้จะได้รับความนิยมไม่น้อยในบ้านเรา

ใครที่อยากไปสัมผัสรสชาติแบบเม็กซิกันแบบเต็มๆ แนะนำให้ลองไปที่ร้าน ลา
โมนิต้า (La Monita Taqueria) กันดู ปัจจุบันร้านนี้เปิดให้บริการอยู่ 2 สาขา
นั่นก็คือที่บริเวณมหาทุนพลาซ่า ย่านเพลินจิต และอีกแห่งที่ เอ็มควอเทียร์
บริเวณชั้น 7

สำหรับร้าน ลา โมนิต้า
นั้นจะมีเมนูอาหารเม็กซิกันให้ได้เลือกไปลิ้มลองกันหลากหลาย
โดยรสชาติของมันก็จะเต็มไปด้วยความเผ็ดร้อนจัดจ้านตามสไตล์ของชาวเม็กซิกั
น เป็นรสชาติที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสถึงต้นฉบับแบบแท้ๆ
โดยอาหารที่แนะนำของทางร้านก็คือ Grilled Prawns Fajitas กุ้งผัดกับพริกหวาน
ที่เต็มไปด้วยเครื่องเทศเผ็ดร้อนนานาชนิด เสิร์ฟมาบนกระทะร้อน
และมีแป้งตอร์ติญ่ามาให้ทั้งหมด 4 แผ่น พร้อมซอสซัลซ่าและกวาคาโมเล่

อาหารจานนี้ถือว่าเป็นเมนูเด็ดอย่างแท้จริง
เพราะลูกค้าจะได้สัมผัสกับรสชาติความเผ็ดร้อนแบบเต็มๆ พร้อมกับเนื้อกุ้งร้อนๆ
ที่กรุบกรอบ จัดว่าเป็นรสชาติที่น่าจะเข้ากับชาวไทยได้เป็นอย่างดี
ซึ่งใครก็ตามที่อยากลิ้มลองจานนี้ก็มีราคาอยู่ที่ 550 บาท อาจจะแพงสักหน่อย
แต่เชื่อว่าถ้าได้ลองชิมดูแล้วจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแน่นอน

อาหารที่แนะนำนอกเหนือจากนี้ของทางร้านก็ยังมี เบรคฟาสต์ เกซาดิญ่าส์
เป็นแป้งตอร์ติญ่าชนิดนุ่ม ห่อด้วยไข่, ชีส และซอสต่างๆ ยังมีของหวานอย่าง
ชูร์โรส วาฟเฟิล เอาไว้คลายความเผ็ดหลังมื้ออาหาร เสิร์ฟพร้อมคาราเมลอร่อยๆ
น่าจะถูกปากสำหรับใครหลายๆ คน

นอกจากนี้เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็มีเครื่องดื่มในแบบฉบับชาวเม็กซิกันให้เลือกมาก
มาย โดยที่แนะนำก็คือ บลู มาร์การิต้า เป็นเครื่องดื่มเตกีล่า 2 ชนิด, น้ำมะนาว
และบลูไซรัป นำเอามาผสมกันจนออกมาเป็นรสชาติเฉพาะตัว

นี่คือร้านที่ใครก็ตามที่อยากลิ้มลองอาหารเม็กซิกันควรที่จะไปดูสักครั้ง
แม้ว่าราคาอาจจะสูงไปหน่อย แต่รสชาติแบบนี้ก็ถือว่าทุกอย่างคุ้มค่า
เข้าใจได้กับเงินที่ต้องจ่ายไป
เชื่อเถอะว่ามีร้านอาหารไม่กี่แห่งหรอกที่จะทำให้เราได้เข้าถึงความเป็นเม็กซิกันไ
ด้มากขนาดนี้…

อ่านต่อ →

ค้นหาเหมืองแร่เก่า ปิล๊อก วันนี้ที่เปลี่ยนไป

ฤดูฝน เป็นช่วงเวลาที่ใครก็ไม่อยากขยับไปไหน
โดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือนอย่างเราท่านที่การทำงาน
ในฤดูแห่งความเหงานี้ช่างอ่อนแรงและเปล่าเปลี่ยวหัวใจเหลือเกิน
เรียกว่าไม่ค่อยมีแรงบันดาลใจในการทำงานเลย
แล้วทำอย่างไรจึงจะมีแรงกระตุ้นกลับมาลุยงานอีกครั้ง
หนึ่งในกิจกรรมที่หลายคนเลือกย่อมหนีไม่พ้นการพาตัวเองเฟดออกจากสถานที่เดิมๆ
ไปซึมซับบรรยากาศและทิวทัศน์อันงดงามของธรรมชาติ
เรียกง่ายๆ ว่าออกไปชาร์จแบตนั่นแหละ
ซึ่งหนึ่งในสถานที่ที่ผู้คนมักเดินทางไปเยี่ยมเยือน
ย่อมหนีไม่พ้น กาญจนบุรี
จังหวัดที่มีวัฒนธรรมและธรรมชาติอันหลากหลาย
แถมอยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงอย่างกรุงเทพมหานคร
เรียกได้ว่าเที่ยวที่เดียวครบจบทุกที่
อย่างไรก็ตาม สถานที่แห่งหนึ่งในจังหวัดกาญจนบุรีที่นักท่องเที่ยวไม่ค่อย
พูดถึงกันคือ “ปิล๊อก” ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจ
เพราะเป็นตำบลที่อยู่ติดชายแดนไทย-พม่า
การเดินทางจึงไม่ใคร่จะถูกใจบรรดานักท่องเที่ยวที่ต้องการความสะดวกมากนัก
แต่หากใครเป็นนักท่องเที่ยวขาลุยสายฮาร์ดคอร์
เราแนะนำว่า ปิล๊อก
คือหนึ่งในสถานที่ที่คุณควรเดินทางไปเยี่ยมเยือนสักครั้งในชีวิต
เพราะนอกจากจะเป็นสถานที่อันแสนสงบสุขแล้ว ปิล๊อก
ยังเป็นสถานที่แห่งประวัติศาสตร์ด้วย
ย้อนกลับไปเมื่อปี พ.ศ. 2483 กรมทรัพยากรธรณี
นำคณะนายช่างมาสำรวจพื้นที่บริเวณนี้
ก่อนจะพบแร่ดีบุกและวุลแฟรมจำนวนมาก
รวมไปถึงแร่ทังสะเตนและแร่ทองคำ
กระทั่งองค์การเหมืองแร่กรมโลหะกิจ ได้เปิดเหมืองปิล๊อก
ขึ้นเป็นแห่งแรกที่บ้านอีต่อง ต.ปิล๊อก

อย่างไรก็ตาม
การเปิดเหมืองในครั้งนั้นนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจไทยกับกรรมกรพม่า
เพราะฝ่ายไทยห้ามกรรมกรพม่านำแร่ไปขายให้อังกฤษ
แต่กรรมกรพม่าฝ่าฝืน จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวนมาก
นั่นทำให้ชาวบ้านเรียกเหมืองแห่งนี้ว่าเหมืองผีหลอก
แล้วจึงเพี้ยนเป็น ปิล๊อก
ซึ่งกลายเป็นชื่อเหมืองแร่และตำบลในเวลาต่อมา
หลังจากนั้นก็ได้มีเหมืองแร่อื่นๆ ทยอยเปิดตามกันมาอีกมากมาย
ทั้ง เหมืองเล็ก เหมืองใหญ่ ประมาณ 50-60 เหมือง
ซึ่งผู้คนบริเวณนี้พากันเรียกบรรดาเหมืองทั้งหลายในพื้นที่แบบเหมารวมว่าเหมืองปิล๊อก
ดินแดนแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนขุมทรัพย์ของบรรดานายเหมืองทั้งหลาย
ที่ต่างหลั่งไหลเข้ามาแสวงโชค ทั้งคนไทย, พม่าและแขกอินเดีย
เหมืองปิล๊อก จึงสร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่ชุมชนโดยรอบเป็นอย่างมาก
กระทั่งปี พ.ศ.2528 เกิดภาวะราคาแร่โลกตกต่ำ เหมืองปิล๊อก
จึงปิดตัวลง เหลือทิ้งไว้เพียงตำนานเมือง เหมืองอันรุ่งโรจน์
ก่อนปัจจุบันจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่แวดล้อมด้วยธรรมชาติ
โดยนอกจากการเดินทางมาสัมผัสธรรมชาติและความรุ่งเรื่องในอดีตที่ ปิล๊อก แล้ว
สถานที่แห่งนี้ยังมีแลนด์มาร์คอีกหลายจุดให้นักเดินทางได้บันทึกความทรงจำ
ไล่ตั้งแต่ ฐานปฎิบัติการช้างศึก, บ้านอีต่อง,
บ้านป้าเกล็น, เนินเสาธง, จุดชมวิวเขาขาด, น้ำตกจ๊อกกระดิ่น,
น้ำตกผาแป และน้ำตกเจ็ดมิตร
ส่วนการเดินทางจากกรุงเทพมหานคร
ใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 4 (ถนนเพชรเกษม) ผ่าน จ.นครปฐม
ขับมาประมาณ 9 กม. จะพบสะพานลอยข้ามไปทาง จ.กาญจนบุรี
ขับไปตามทางหลวงหมายเลข 323 ขับมาประมาณ 7 กม.
ท่านจะพบสี่แยก ให้เลี้ยวขวาเพื่อไปยัง อ.เมืองกาญจนบุรี

จากนั้นมุ่งหน้าสู่สี่แยก แก่งเสี้ยน ให้ขับ ไปทาง อ.ทองผาภูมิ
ซึ่งจะผ่านทั้ง ไทรโยคน้อย และไทรโยคใหญ่ แล้วจะพบ สามแยก
ให้ขับตรงไปเพื่อมุ่งหน้าสู่ อ.ทองผาภูมิ ประมาณ 25 กม.
เส้นทางเป็นทางลัดเลาะตามไหล่เขา ถนนค่อนข้างแคบโค้งเยอะ
กระทั่งถึงที่ทำการอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ขับไป 2.5กม.
ทางขวามือมีทางแยกไปน้ำตกจ๊อกกระดิ่น
ขับตรงไปอีกนิดทางซ้ายมือจะมีเส้นทางลงเขาปากทางปักป้ายไว้ว่า
เหมืองสมศักดิ์ (บ้านป้าเกล็น) หากตรงไปเรื่อยๆ ก็ถึง สภ.ต.ปิล๊อก…

อ่านต่อ →

แสงเหนือคืออะไรต้องไปเที่ยวประเทศไหนถึงได้ดู

หลายคนคงเคยได้ยินกับคำว่าแสงเหนือ-แสงใต้
แต่ก็ยังคงสงสัยและไม่เข้าใจอยู่ดีว่ามันคืออะไร
เคยเห็นแต่ภาพอันสวยงามต่างๆ ซึ่งเหนือ
แสงใต้นั้นเป็นปรากฏการณ์ที่ปรากฏเป็นแนวแสงสว่างสีต่างๆ
บนท้องฟ้ายามค่ำคืน รูปร่างคล้ายกับม่าน
และมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างอย่างรวดเร็ว แสงเหนือ-แสงใต้
มักเกิดขึ้นในบริเวณที่ละติจูดสูง เช่น บริเวณใกล้ขั้วโลกเหนือ ที่เรียกว่า
แสงเหนือ (aurora borealis) และบริเวณใกล้ขั้วโลกใต้ ที่เรียกว่า
แสงใต้ (aurora australis) และอยู่ในระดับความสูงตั้งแต่ 80-1,000 กิโลเมตร เหนือพื้นดิน
โดยปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้
เกิดจากการชนกันระหว่างก๊าซในชั้นบรรยากาศโลกกับอนุภาคไฟฟ้าที่
ถูกปล่อยออกมาจากพลังงานแสงอาทิตย์
ก่อให้เกิดการระเบิดเป็นลำแสงสีต่าง ๆ กันออกไป
ขึ้นอยู่กับแสงนั้นเกิดขึ้นในช่วงชั้นบรรยากาศไหนและเกิดจากก๊าซอะไร
เพราะในระดับความสูงที่เหนือชั้นบรรยากาศ 100 กิโลเมตรขึ้นไป
จะประกอบด้วยโมเลกุลไนโตรเจนและออกซิเจนเป็นส่วนใหญ่
โดยในระดับความสูงเหนือชั้นบรรยากาศประมาณ 100-200 กิโลเมตร
ช่วงนี้จะมีโมเลกุลออกซิเจนหนาแน่นมาก
สามารถก่อให้เกิดแสงออโรร่าสีเขียวอมเหลือง ซึ่งเป็นแสงเหนือ
แสงใต้ยอดนิยมที่มักจะได้เห็นกันบ่อย ๆ
ส่วนแสงเหนือสีแดงจะปรากฏในช่วงชั้นบรรยากาศที่สูงเกิน 200กิโลเมตรขึ้นไป
แต่แสงสีฟ้าและสีม่วงมักจะปรากฏที่ช่วงความสูงเหนือชั้นบรรยากาศใน
ช่วงที่ต่ำกว่า 120 กิโลเมตร
อันเป็นช่วงชั้นที่มีโมเลกุลของไนโตรเจนหนาแน่นกว่าออกซิเจน
ขณะที่ช่วงเวลาในการเกิดปรากฏการณ์แสงเหนือ-แสงใต้
นั้นจะอยู่ในช่วงฤดูหนาวของทางขั้วโลก ซึ่งเป็นช่วงเดือนกันยายน

ตุลาคม มีนาคม และเมษายน
นอกจากนี้หากได้ไปเยือนขั้วโลกในขณะที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไร้เมฆ
มีความมืดมิดสนิท มีสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างปลอดมลพิษ
และเป็นช่วงเวลาตั้งแต่ 22.00-24.00 น.
ก็จะยิ่งมีโอกาสในการเห็นแสงเหนือมากขึ้น
ซึ่งประเทศที่สามารถที่มีแสงเหนือ-
แสงใต้นั้นจะอยู่ในซีกโลกเหนือและซีกโลกใต้
โดยจะมีเส้นแนวของการเกิดแสงอยู่รอบ ๆ ขั้วแม่เหล็กของโลก
เรียงตัวกันในรูปทรงไข่เหนือขั้วแม่เหล็กโลกดังกล่าว
ดังนั้นหากเกิดแสงออโรร่าในซีกโลกเหนือ เราจึงเรียกว่าแสงเหนือ
และหากเกิดแสงออโรร่าในซีกโลกใต้ เราจึงเรียกว่าแสงใต้นั่นเอง
โดยจะเกิดขึ้นกับ 7 ประเทศอย่างไอซ์แลนด์
ตั้งอยู่กลางมหาสมุทรแอตแลนติก ระหว่างเกาะกรีนแลนด์ นอร์เวย์
และสหราชอาณาจักร
เป็นประเทศสุดฮอตที่นักท่องเที่ยวมักจะไปตามล่าหาแสงเหนือกัน
รวมไปถึงฟินแลนด์, แคนาดา, เดนมาร์ก, รัสเซีย, นอร์เวย์
และสหรัญอเมริกา ในรัฐอลาสก้า
โดยแนะนำสำหรับผู้ที่สนใจอยากจะไปชมแสงเหนือควรที่จะไปกับทัวร์
เพราะพวกเขามีความเชี่ยวชาญ ดังนั้นจะรู้ว่าควรไปวันไหน
ไปตรงจุดไหน และเวลาไหนที่จะได้เห็นแสงเหนือชัดๆ…

อ่านต่อ →

เลือกบินแบบไหนให้เหมาะสมกับทริปการท่องเที่ยว

ปัจจุบันการเดินทางไปท่องเที่ยวมีวิธีให้เลือกหลากหลาย
โดยการบินนั้นก็มีทั้งแบบฟูลเซอร์วิส, แบบโลว์คอสต์ รวมไปถึงการต่อเครื่อง ต่างๆ
นานา คำถามก็คือควรเลือกบินแบบไหนดีให้เหมาะกับทริปท่องเที่ยวนั้นๆ
อย่างแรกเลยก็คือต้องประเมินก่อนว่าระยะเวลาในการบินนั้นนานไหม
ถ้าเกิดว่านานเกิน 6 ชั่วโมง
ให้ลองถามตัวเองดูว่าสภาพร่างกายพร้อมหรือเปล่าถ้าหากว่าจะต้องนั่งเครื่องบินโลว์คอสต์
ซึ่งมักจะมีพื้นที่คับแคบ และนอนหลับได้ไม่ค่อยสบายสักเท่าไหร่นัก
ถ้าคิดว่าไหวก็สามารถเลือกบินแบบนั้นได้ แต่ถ้าไม่ไหวและยังพอมีงบประมาณเพียงพอ
ก็เลือกบินแบบฟูลเซอร์วิสไปจะเหมาะกว่า

เวลาบินก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยให้นำมาพิจารณา
กรณีที่ต้องการบินกลางคืนเพื่อที่จะหลับไปบนเครื่อง
ก็ลองนึกภาพเอาว่าเราสามารถนอนหลับในที่นั่งที่คับแคบของเครื่องบินโลว์คอสต์
ได้หรือไม่ หรือถ้าเปลี่ยนไปนั่งแบบฟูลเซอร์วิสจะเหมาะสมกว่า
เพราะการที่เราพักผ่อนไม่เพียงพอ แล้วเที่ยวต่อในตอนเช้าเลย
จะส่งผลเสียต่อสภาพร่างกายของเราเป็นอย่างมาก
นอกจากการเที่ยวอาจจะไม่สนุกแล้ว
ยังอาจทำให้เราไม่สบายระหว่างทริปจากการอดหลับอดนอนอีกด้วย
การบินแบบฟูลเซอร์วิสและแบบโลว์คอสต์นั้นจะมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันค่อนข้างมาก
ซึ่งไม่ว่าเราจะเลือกบินแบบไหนก็ไม่มีถูกมีผิด
ทุกอย่างอยู่ที่ความสบายใจของเรา เพราะทริปท่องเที่ยวสักทริป
เราก็ควรเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับตัวเองในราคาที่สามารถจ่ายไหว
ไม่จำเป็นต้องเลือกในสิ่งที่ราคาถูกกว่าเสมอไปก็ได้

นอกจากนี้แล้วสำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการประหยัดงบประมาณ
หรือต้องการเดินทางในเส้นทางการบินที่เปิดให้บริการเฉพาะแบบที่ต้องต่อเครื่อง
ก็สามารถเลือกบินในแบบนี้ได้เช่นกัน
แต่ก็ต้องยอมรับด้วยว่ามันต้องเสียเวลาไม่น้อยในการรอต่อเครื่อง
ซึ่งก็ไม่แน่ว่าอาจจะมีปัญหาดีเลย์ก็ได้
ลองชั่งน้ำหนักดูว่าเรายินยอมที่จะต้องเผชิญกับสถานการณ์นี้หรือไม่
เพื่อแลกกับค่าตั๋วที่ราคาไม่แพง
การจองตั๋วเครื่องบินนั้นอย่าลืมพิจารณาด้วยว่าเรามีกระเป๋าที่จะต้องโหลดใต้เครื่องหรือเปล่า
และมีน้ำหนักเท่าไหร่ บางสายการบินเราก็ต้องซื้อน้ำหนักเพิ่ม
นี่คือสิ่งที่เราควรศึกษาควรเตรียมพร้อมในเรื่องนี้เอาไว้ด้วยเพื่อที่การเดินทางจะได้ราบรื่น
ใครที่กำลังมีแผนจะจองตั๋วเครื่องบินเดินทางก็เลือกเอาที่เหมาะสมกับตัวเองเป็นดีที่
สุด เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็คงไม่มีใครที่จะรู้ตัวเราเองได้มากไปกว่าเรา
และการท่องเที่ยวสักทริป ความประทับใจก็เริ่มต้นตั้งแต่การบินเลยนี่แหละ…

อ่านต่อ →

นอนชมดาวรอพระอาทิตย์ขึ้นที่ศรีน่าน

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน ตั้งอยู่ที่จังหวัดน่าน
มีพื้นที่ครอบคลุม อำเภอนาหมื่น, อำเภอนาน้อย และ
อำเภอเวียงสา ไล่ตั้งแต่สองฟากฝั่งลำน้ำน่าน
ไปสิ้นสุดที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนสิริกิติ์ เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ที่น่าสนใจ
เพราะมีครบทั้ง 3 ฤดู ใน 1 ปี
ซึ่งด้วยสภาพป่าอันอุดมสมบูรณ์ภายใต้เทือกเขาสูงสลับซับซ้อน
อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
จึงเปรียบเสมือนต้นกำเนิดชีวิตของผู้คนชาวน่าน
โดยเฉพาะการเป็นป่าต้นน้ำลำธารที่สำคัญของแม่น้ำน่าน
นอกจากนี้ อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ยังมีพันธุ์ไม้ที่สำคัญหลายอย่าง
และเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า
มีจุดเด่นอยู่ที่วิวทิวทัศน์อันสวยงาม
และมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมาย อาทิเช่น เสาดินและคอกเสือ,
ปากนาย, แก่งหลวง, ผาชู้, ดอยเสมอดาว และ ผาหัวสิงห์
แต่จุดที่เป็นแลนด์มาร์คในการเดินทางมายัง

อุทยานแห่งชาติศรีน่าน คือ ดอยเสมอดาว
ที่ได้รับการขนานว่าสวยงามประดุจท้องฟ้าจำลอง
เพราะสามารถนอนดูดาวนับล้านดวงเสมือนอยู่ไม่ไกลออกไป
และสามารถเอื้อมมือไปคว้าได้
อีกทั้งนอกจาก ดาว แล้ว ดอยเสมอดาว
ยังเป็นจุดวิวทิวทัศน์ยามพระอาทิตย์ขึ้นและตกที่สวยสดงดงามไม่แพ้ใคร
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่มีทะเลหมอกให้ได้เชยชม
เหมาะสำหรับการเดินทางไปกับคู่รัก
เพราะบรรยากาศนั้นสุดแสนจะโรแมนติก
เท่านั้นไม่พอ อีกหนึ่งจุดที่ ดอยเสมอดาว
เก๋ไก๋กว่าสถานที่แห่งอื่น
คือมีธรรมชาติให้เข้าสัมผัสอย่างหลากหลายตลอดทั้งปี
ไม่ว่าจะเป็นฤดูร้อน, ฤดูฝน หรือฤดูหนาว

คุณสามารถสัมผัสความสวยงามที่แตกต่างได้จากอุทยานแห่งชาติ ศรีน่าน ชนิดไม่มีเบื่อ
ส่วนใครเป็นสายลุยพร้อมบุกป่าฝ่าดง
การเดินตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติไปยัง ผาหัวสิงห์
ซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายสุดของลานดูดาว คือทริปที่ไม่ควรพลาด
เพราะแม้เส้นทางจะยากลำบากอยู่บ้าง แต่วิวแบบ 360 องศา ที่ยอดผาคือที่สุด
แต่หากใครกลัวว่าจะต้องไปเผชิญกับผู้คนนับร้อยในฤดูท่องเที่ยว
เราก็มีตัวเลือกดีๆ ในการนอบนับดาวที่วิวสวยไม่แพ้กัน นั่นก็คือ
ผาชู้ ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากดอยเสมอดาว เดินทางไปแค่ 4 กิโลเมตร
สามารถหาที่กางเต้นท์หลบมุมนอนดูดาวได้ไม่ยาก
ส่วนการเดินทางไปนอนชมดาวรอพระอาทิตย์ขึ้นที่อุทยานแห่งชาติศรีน่าน
ก็ไม่ยุ่งยากอะไร เพียงขับรถจากกรุงเทพมหานคร ผ่าน
นครสวรรค์, พิษณุโลก จนถึง แพร่ แล้วเข้าสู่ถนนยันตรกิจโกศล
ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 101 มุ่งหน้าไปยังอำเภอเวียงสา จังหวัดน่าน
ที่เหลือก็แค่เลี้ยวขวาเข้าถนนเจ้าฟ้า
ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1026 ขับไปเรื่อยๆ
จนถึงอำเภอนาน้อย ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร
แล้วเลี้ยวซ้ายเข้าถนนสายนาน้อย-ปางไฮ
ทางหลวงจังหวัดหมายเลข 1083 ไปสักระยะ
จะเห็นป้ายแยกซ้ายเข้าไปทางดอยเสมอดาว
รวมแล้วระยะทางประมาณ 630 กิโลเมตร กินเวลาแค่ 9 ชั่วโมงเท่านั้น…

อ่านต่อ →

ทำไมเราถึงควรหยุดทำงาน ลาพักร้อนเพื่อที่จะไปเที่ยวกันบ้าง

ขึ้นชื่อว่าเป็นมนุษย์เงินเดือน งานการก็เป็นสิ่งที่ต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว

แต่บางครั้งการหยุดมันแล้วลาพักร้อนไปเที่ยวกันบ้างก็เป็นเรื่องดี
นี่ก็คือเหตุผลว่าทำไม

ก่อนอื่นเลยลองถามตัวเองดูก่อนว่าการทำงานในแต่ละวันนั้นมันทำให้เราเครียดไ
หม หรือว่าการเดินทางไปกลับในสภาพการจราจรที่แสนติดขัด
มันทำให้เราหงุดหงิดกันขนาดไหน
นี่คือสาเหตุที่ทำให้ใครหลายคนมีอาการปวดศีรษะ, เป็นไมเกรน
หรือว่าอารมณ์เสียง่ายจนเกินเหตุ
นี่แหละคือสิ่งที่บ่งบอกชัดเจนเลยว่าเรากำลังมีความเครียดสะสมจากการทำงานอย่
างต่อเนื่อง

เมื่อเป็นอาการแบบนี้ ในระยะยาวไม่ส่งผลดีต่อตัวเราแน่นอน
และถ้าคิดว่าเรื่องงานคงไม่เป็นอะไร อาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้
เพราะบางทีคนเราเมื่ออารมณ์ไม่ปกติ การทำงานก็จะด้อยประสิทธิภาพลงมา
ดังนั้นการที่เราจะหยุดพักมันบ้างเพื่อที่จะไปเที่ยวเพื่อปล่อยวางความเครียดทุกสิ่ง
อย่างมันก็เป็นเรื่องที่ดี เมื่อถึงคราวที่กลับมาทำงานก็เหมือนได้รีเฟรชให้กับตัวเอง
ทุกอย่างจะสดใสกว่าเดิมแน่นอน

ในเรื่องของแนวความคิด การที่เราได้เดินทางไปท่องเที่ยวยังที่ต่างๆ ที่ไม่เคยไป
มันจะทำให้เราได้สัมผัสกับประสบการณ์ใหม่ๆ ได้เปิดหูเปิดตา
บางทีก็อาจจะช่วยกระตุ้นต่อมความคิดสร้างสรรค์ในสมองเราอีกด้วย
มันดีกว่าการนั่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานในออฟฟิศตลอดสัปดาห์
แล้วก็พักผ่อนอยู่บ้านในวันเสาร์-อาทิตย์อยู่แล้ว

การที่เราออกไปท่องโลกกว้าง มันมีอะไรมากมายให้เราได้เรียนรู้
ไม่ใช่แค่เรื่องของสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆ เท่านั้น แต่ยังมีวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น,
วัฒนธรรม, อาหาร ทุกอย่างล้วนเป็นสิ่งใหม่ที่เราไม่เคยเจอในการใช้ชีวิตตามปกติ
ดังนั้นการที่เราจะพักร้อนเพื่อออกไปเที่ยวบ้างมันก็จะช่วยพัฒนาตัวเราในแง่ของป
ระสบการณ์การใช้ชีวิตได้อยู่เหมือนกัน

บางคนก็ได้พูดเอาไว้ว่าการท่องเที่ยวนั้นก็เหมือนกับการลงทุน
แม้ว่าจะไม่ได้มีอะไรตอบแทนเรากลับมาเป็นรูปธรรม
แต่มันก็ช่วยสอนอะไรเราได้มากมายเกี่ยวกับเรื่องของการใช้ชีวิต
บางครั้งระหว่างท่องเที่ยวเราก็อาจจะเจอกับปัญหาบางอย่าง
ซึ่งเราก็จะต้องพยายามหาทางแก้ ได้มีโอกาสพึ่งพาตัวเอง นี่คือสิ่งที่ดี
แต่ก็ไม่สามารถนั่งอยู่เฉยๆ แล้วหาซื้อมันมาได้ด้วยเงิน

ทั้งหมดนี้แหละคือเหตุผลที่ว่าทำไมเราถึงควรหยุดทำงาน
ลาพักร้อนเพื่อที่จะไปเที่ยวกันบ้าง เพราะถึงแม้ว่าจะต้องเสียเงินเสียทองกันไปบ้าง
แต่สิ่งที่ได้รับกลับมานั้นประเมินค่าไม่ได้
และมันก็ยังจะช่วยให้เรากลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย
ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อมก็ตาม…

อ่านต่อ →

ซึมซับวิถีไทยกับประเพณีตักบาตรดอกไม้ที่สระบุรี

หน้าปฏิทินหมุนเวียนเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว
เผลอแปปเดียวเทศกาลเข้าพรรษาก็ใกล้เข้ามาแล้ว โดยในปี 2561นี้
วันเข้าพรรษา จะตรงกับวันที่ 28 กรกฎาคม
ซึ่งหลายสถานที่ในประเทศจะมีการจัดงานแผ่เทียนพรรษาอย่างยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ตาม กิจกรรมในวันเข้าพรรษา ที่
วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร จังหวัดสระบุรี
นั้นแตกต่างออกไป
เพราะสถานที่แห่งนี้ไม่ได้โด่งดังจากประเพณีแห่เทียนพรรษา
หากแต่โด่งดังจากประเพณีโบราณอย่างตักบาตรดอกไม้
ประวัติความเป็นมาของ ประเพณีตักบาตรดอกไม้
เล่าขานกันว่ามีมาตั้งแต่สมัยโยราณกาล โดยเริ่มจาก
พระเจ้าพิมพิสาร กษัตริย์แห่งกรุงราชคฤห์
ทรงโปรดปรานดอกมะลิมาก ในแต่ละวันจะรับสั่งให้นายมาลาการ
นำดอกมะลิสดมาถวายถึงวันละ 8 กำมือ
วันหนึ่งขณะที่ นายมาลาการ กำลังเก็บดอกมะลิ
ได้พบเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์อีกจำนวนหนึ่ง
เสด็จออกบิณฑบาตร นายมาลาการสังเกตุเห็นพรรณรังษี
ฉายประกาย รอบๆ พระวรกาย
ทำให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาพระพุทธองค์อย่างยิ่ง
นายมาลาการ จึงตัดสินใจนำดอกมะลิที่มีไปถวายแด่ พระพุทธเจ้า
พร้อมกันนั้นก็ตั้งจิตอธิษฐานว่าข้าวของทุกสิ่งที่พระเจ้าพิมพิสาร
ทรงมอบให้เพียงเพื่อยังชีพในภพนี้เท่านั้น
แต่การนำดอกไม้ถวายบูชาแก่พระพุทธองค์
สร้างอานิสงส์ได้ทั้งภพนี้และภพหน้า หากถูกประหารชีวิต
เพราะไม่ได้ถวายดอกมะลิก็ยินยอม
ครั้นภรรยานายมาลาการ ทราบความ
ก็เกรงกลัวว่าจะต้องโทษที่สามีไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระเจ้าพิมพิสาร
ก็หลบหนีออกจากบ้านไป
แต่หลังจากที่พระเจ้าพิมพิสารทรงทราบกลับพอพระราชหฤทัยเป็นอันมาก
และได้ปูนบำเหน็จรางวัลความดีความชอบแก่นายมาลาการ
นับแต่นั้นมาชีวิตของ นายมาลาการ ก็อยู่อย่างมีความสุข
ชาวอำเภอพระพุทธบาทได้ยึดถือประเพณีตักบาตรดอกไม้เป็นประเพณีสำคัญ
ปฏิบัติสืบต่อกันมาเป็นประจำทุกปี
และกำหนดเอาวันเข้าพรรษา คือวันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ของทุกปี
เป็นวันประเพณีตักบาตรดอกไม้
โดยเมื่อพระภิกษะสงฆ์รับบิณฑบาตรดอกไม้จากพุทธศาสนิกชน
แล้วจะนำออกมาสักการะพระเจดีย์ที่บรรจุพระเขี้ยวแก้วของ
องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า
จากนั้นนำไปสักการะบูชาพระเจดีย์มหาธาตุองค์ใหญ่
ที่บรรจุพระบรมพระสารีริกธาตุ
และเข้าโบสถ์ประกอบพิธีสวดอธิษฐานเข้าพรรษา
อย่างไรก็ตาม ด้วยความศรัทธาของพุทธศาสนิกชนที่มากขึ้น
ปัจจุบัน วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
ได้เพิ่มจำนวนวันตักบาตรดอกไม้ จาก 1 วัน เป็น 3 วัน
มีพิธีตักบาตรดอกไม้วันละ 2 รอบ คือรอบเช้า เวลา 10.00 น.
และรอบบ่าย เวลา 15.00 น.
ในวันแรกของการจัดงานประเพณีตักบาตรดอกไม้
จะเป็นพิธีบวงสรวงดวงพระวิญญาณ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในอาณาบริเวณพระพุทธบาท
ส่วนภาคค่ำจะเป็นขบวนพยุหยาตราสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม,
ขบวนรถบุปผชาติ, การแสดงศิลปะพื้นบ้านโดยขบวนต่างๆ
จะเริ่มเคลื่อนออกจากหน้าสำนักงานเทศบาลตำบลพระพุทธบาท
ไปตามถนนพหลโยธิน
และเลี้ยวเข้าบริเวณวัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหาร
ซึ่งจะมีพิธีเปิดงานพิธีตักบาตรดอกไม้ในภาคค่ำต่อ
ส่วนดอกไม้ที่ใช้ตักบาตรแด่พระภิกษุสงฆ์นั้น
ไม่ใช่ว่าเป็นดอกอะไรก็ได้ หากแต่ต้องเป็น “ดอกเข้าพรรษา”
เท่านั้น โดยเป็นดอกไม้ชนิดหนึ่งที่มีต้นคล้าย ๆ กระชาย หรือ
ขมิ้น สูงประมาณ 1 คืบเศษ มีดอกสีเหลือง สีขาว และสีน้ำเงินม่วง
ซึ่งต้นดอกไม้เข้าพรรษานี้ จะ ขึ้นตามไหล่เขาโพธิ์ลังกา
หรือเขาสุวรรณบรรพต เทือกเขาวงและเขาพุ ใกล้ๆ
กับรอยพระพุทธบาท และจะผลิดอกเฉพาะช่วงเข้าพรรษาเท่านั้น
จนชาวบ้านเรียกชื่อให้เป็นที่เหมาะสมว่า ต้นเข้าพรรษานั่นเองดังนั้น
ใครที่สนใจเดินทางไปร่วมประเพณีเก่าแก่ที่มีแห่งเดียวในโลก ณ
วัดพระพุทธบาทราชวรมหาวิหารก็ไม่จำเป็นต้องหอบหิ้วดอกไม้ติดตัวไป
พกไปเพียงแค่ความศรัทธาและจิตใจอันบริสุทธิ์ในฐานะชาวพุทธคนหนึ่งก็พอ…

อ่านต่อ →

แนะนำอาหารไทยที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติ

อาหารไทยนั้นได้ขึ้นชื่อว่าเป็นอาหารที่มีความหลากหลาย
ขณะที่รสชาติของมันก็อร่อยถูกปากใครต่อใคร รวมไปถึงชาวต่างชาติด้วย
และนี่ก็คืออาหารไทยที่ทั่วโลกรู้สึกชื่นชอบเป็นอย่างมาก

ต้มยำกุ้ง
พูดถึงอาหารประจำชาติของประเทศไทย เชื่อว่าชื่อแรกๆ
ที่ทุกคนต้องนึกถึงก็คือต้มยำกุ้งนี่แหละ
มันคืออาหารประเภทแกงที่เน้นรสชาติเผ็ดและเปรี้ยวเป็นหลัก
อันที่จริงต้มยำนั้นก็สามารถเลือกใส่เนื้อสัตว์ได้หลายชนิด
แต่ผู้คนก็มักจะจดจำต้มยำกุ้งมากกว่าต้มยำชนิดอื่นๆ
ปัจจุบันต้มยำกุ้งนั้นสามารถเลือกได้ว่าจะเป็นน้ำใสหรือน้ำข้น แต่ทั้ง 2
อย่างก็มีดีเหมือนกันตรงที่ความเผ็ดร้อนในแบบเฉพาะตัว
ชาวต่างชาติที่สามารถรับประทานเผ็ดได้จึงถูกอกถูกใจกันไปตามๆ กัน

ส้มตำ
แม้ว่าในความเข้าใจของคนทั่วไปมันจะเป็นอาหารที่มีต้นกำเนิดมาจากภาคอีสาน
แต่อันที่จริงแล้วส้มตำนั่นคืออาหารที่มาจากภาคกลางแต่ดั้งเดิม
ส้มตำเป็นอาหารที่ทานได้ง่ายด้วยรสชาติที่มาครบแทบทุกรส
นอกจากนี้ก็ยังมีการใส่ปู, ปลาร้า, ไข่เค็ม ตามแต่สูตรที่จะเลือกสั่งได้อีกด้วย
ชาวต่างชาติที่มาเยือนประเทศไทยก็มักจะลิ้มลองส้มตำ โดยบางคนอาจเรียกมันว่า
Papaya Salad เนื่องจากวัตถุดิบหลักเป็นมะละกอนั่นเอง

ผัดไทย
เป็นอาหารที่รับประทานได้ง่ายๆ
โดยเป็นอาหารประเภทเส้นที่ถูกประยุกต์มาในสมัยอดีตจนกลายมาเป็น
อาหารประจำชาติอีกอย่างไป โดยมากแล้วผัดไทยมักจะถูกสั่งพร้อมกับกุ้งสด
เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมที่สุด ซึ่งรสชาติของมันก็ถูกปากชาวต่างชาติได้ง่ายด้วย

แกงเขียวหวาน
เป็นแกงเผ็ดที่ใส่กะทิลงไปเป็นส่วนประกอบ
โดยมีการตำใบพริกสดลงไปเพื่อให้มีสีเขียวที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น
รสชาติของมันนั้นเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
แต่ก็ยังถือเป็นเมนูที่มีความเผ็ดร้อนสำหรับชาวต่างชาติ อย่างไรก็ตาม
มันก็ยังคงเป็นที่นิยมอยู่ดี

ข้าวผัดกระเพรา
เมนูข้าวที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในหมู่ชาวต่างชาติ
โดยข้าวผัดกระเพรานั้นสามารถเลือกเนื้อสัตว์ที่จะใส่ลงไปได้หลากหลายชนิด
เสิร์ฟพร้อมกับไข่ดาวที่ทอดแบบไทยๆ
รสชาติของมันจะหอมอบอวลไปด้วยกลิ่นกระเพราที่ผัดพร้อมกับเนื้อสัตว์
เข้ากันเป็นอย่างดีกับไข่ดาวที่ใส่มาในจาน
ไม่น่าแปลกใจเลยที่มันจะเป็นหนึ่งในอาหารที่ถูกสั่งบ่อยที่สุดในประเทศไทย


นอกเหนือจากนี้แล้วก็ยังมีอาหารไทยอีกหลายอย่างที่ได้รับความนิยมในหมู่ชาวต่างชาติ
เรียกได้ว่าบ้านเรานั้นมีของดีให้เลือกรับประทานกันเพียบเลยล่ะ…

อ่านต่อ →

เที่ยวเมืองรอง สบายใจ ได้ลดหย่อน (ตอนที่ 1)

กระแสเที่ยวเมืองรองกำลังเป็นที่น่าจับตามองหลังจากที่มีนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยว
โดยค่าใช้จ่ายในการท่องเที่ยวเมืองรองจะสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (สูงสุด15,000 บาท)
ทำให้ดารท่องเที่ยวนั้นคึกคักและมีสีสันเพิ่มขึ้นมากทีเดียว
ซึ่งเมืองรองนั้นอาจไม่ใช่เมืองที่คึกคักหรือเป็นสถานที่ที่คนส่วนใหญ่นึกถึง
แต่เมืองรองที่ทางกระทรวงการท่องเที่ยวฯ ส่งเสริมนั้นมีมากถึง 55 จังหวัด
ที่แตกต่างกันแต่เปี่ยมด้วยสเน่ห์เฉพาะตัว ไม่เหมือนใคร ไม่พลุกพล่าน
รอต้อนรับนักท่องเที่ยวสายลุยทุกท่าน
ซึ่งเมืองรองนั้นหมายถึง เมืองที่ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวหลัก จำนวน 55 จังหวัด
ประกอบด้วยภาคเหนือ 16 จังหวัด ได้แก่ เชียงราย, พิษณุโลก, ตาก, เพชรบูรณ์,
นครสวรรค์, สุโขทัย, ลำพูน, อุตรดิตถ์, ลำปาง, แม่ฮ่องสอน, พิจิตร, แพร่, น่าน,
กำแพงเพชร, อุทัยธานี, และพะเยา
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 18 จังหวัด ได้แก่ อุดรธานี, อุบลราชธานี, หนองคาย, เลย,
มุกดาหาร, บุรีรัมย์, ชัยภูมิ, ศรีสะเกษ, สุรินทร์, สกลนคร, นครพนม, ร้อยเอ็ด,
มหาสารคาม, บึงกาฬ, กาฬสินธุ์, ยโสธร, หนองบัวลำภู, และอำนาจเจริญ
ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก 12 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี, สุพรรณบุรี,
นครนายก, สระแก้ว, ตราด, จันทบุรี, ราชบุรี, สมุทรสงคราม, ปราจีนบุรี, ชัยนาท,
อ่างทอง, และสิงห์บุรี
ภาคใต้ 9 จังหวัด ได้แก่ นครศรีธรรมราช, พัทลุง, ตรัง, สตูล, ชุมพร, ระนอง, นราธิวาส,
ยะลา และปัตตานี
สำหรับการท่องเที่ยวในมืองรอง เราอาจจัดเป็นทริปสั้น ๆ วันเดย์ทริป
ไม่ต้องวางแผนมากหรือซับซ้อน ไม่ต้องกังวลเรื่องการหาที่พัก
หรือแย่งทรัพยากรกับนักท่องเที่ยวท่านอื่น ดังนั้นถ้ายังไม่มีไอเดียว่าจะเริ่มที่จังหวัดใด
เรามีทริปสั้น ๆ มาแนะนำดังนี้ค่ะ
1. จังหวัดลพบุรี
เมืองลพบุรี หรือเมืองละโว้ เป็นเมืองสำคัญสมัยทวารวดี
ทำให้เมืองนี้มีเส้นทางท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์
รวมถึงซากอารยธรรมและโบราณสถานมากมาย เช่น พระปรางค์สามยอด ศาลพระกาฬ
พระนารายณ์ราชนิเวศน์ บ้านหลวงรับราชทูต (บ้านวิชาเยนทร์)
และวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ
สำหรับการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ลพบุรีมีทุ่งทานตะวันที่ น้ำตกวังก้านเหลือง
หรืออ่างเก็บน้ำซับเหล็กสำหรับลงเล่นน้ำคลายร้อน
และไฮไลท์ของทริปนี้คือการนั่งรถไฟข้ามเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
ชมวิวทิวทัศน์รอบสันเขื่อน ในระยะทางไป-กลับประมาณ 10 กิโลเมตร
2. จังหวัดนครนายก
การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติที่จังหวัดนครนายกมีหลากหลายรูปแบบให้สัมผัส เช่น
น้ำตกวังตะไคร้ น้ำตกสาริกา น้ำตกธารรัตนา น้ำตกคลองมะเดื่อ
รวมถึงการทำกิจกรรมเบาๆ เช่น พายเรือคายัค และปั่นจักรยานชมวิว
ที่อ่างเก็บน้ำวังบอน การเดินทางก็ใช้เวลาไม่นานหากขับรถจากกรุงเทพฯ
จะใช้เวลาเพียงชั่วโมงเศษๆ เท่านั้นก็ได้สูดอากาศสดชื่น
เติมพลังชีวิตได้อีกเยอะเลยทีเดียว
นอกจากธรรมชาติ จังหวัดนครยานกยังมีมุมถ่ายรูปสวยๆ ที่ซุ้มป่าไผ่-
วัดจุฬาภรณ์วนาราม และเขื่อนขุนด่านปราการชล
และสามารถเช่าเรือหางยาวออกไปชมน้ำตกที่อยู่ลึกเข้าไปในอ่างเก็บน้ำของเขื่อน
หรือจะล่องแก่งเรือยางก็น่าสนุกมากทีเดียว
ซึ่งตัวอย่างการท่องเที่ยวเมืองรองนั้นยังไม่จบเพียงเท่านี้
ยังมีอีกหลายจังหวัดที่สามารถเดินทางได้ง่าย มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ
รอติดตามในตอนต่อไปนะคะ…

อ่านต่อ →

5 อันดับประเทศที่มีคนไปท่องเที่ยวมากที่สุด

ในยุคปัจจุบันโลกนั้นพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดด
เช่นเดียวกับการคมนาคมที่สามารถทำได้ง่ายขึ้น
ใช้เวลาไม่นานมากในการเดินทางข้ามประเทศหรือข้ามทวีป
เพื่อไปท่องเที่ยวหรือทำอะไรก็ตามแต่ แน่นอนว่าการเดินทางที่ง่ายขึ้น
ทำให้การท่องเที่ยวนั้นก็เป็นเรื่องที่ทำได้ง่ายเช่นเดียวกัน
ขอแค่คุณมีกำลังทรัพย์ที่มากพอ ก็สามารถที่จะเดินทางไปไหนก็ได้
โดยวันนี้เรามีข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับ 5
อันดับประเทศที่มีคนเดินทางไปท่องเที่ยวมากที่สุด
ส่วนจะมีประเทศไหนบ้างไปดูกันเลย
1.ฝรั่งเศส
ฝรั่งเศสประเทศที่ขึ้นชื่อในเรื่องแฟชั่นขึ้นแท่นอันดับ 1
ประเทศที่มีนักท่องเที่ยวเดินทางไปเที่ยวมากที่สุด เพราะประเทศฝรั่งเศส
มีเสน่ห์ในแบบของตัวเองทุกๆ เมืองจริงๆ
ไม่ว่าจะเป็นเมืองหลวงอันศิวิไลซ์ เมืองชายฝั่ง
หรือเมืองชนบทกับไร่ไวน์อันกว้างใหญ่ไพศาล
ทั้งหมดนี้ทำให้ฝรั่งเศสมีนักท่องเที่ยวต่อปีมากถึง 83.7 ล้านคน
2.สหรัฐอเมริกา
เมืองลุงแซมหรือสหรัฐอเมริกา เป็นประเทศที่มี GDP
ใหญ่ที่สุดในโลก
และเป็นประเทศที่มีความเป็นพหุวัฒนธรรมมากที่สุดเมืองหนึ่งของโลกอี
กด้วย
เนื่องด้วยการที่เป็นประเทศที่ก่อร่างสร้างตัวจากผู้อพยพมานับหลายร้อย
ปี ทำให้ที่นี่มีผู้คนหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรมอาศัยอยู่
เกิดเป็นเสน่ห์ที่น่าลงตัวครับ แต่กระนั้น
แม้สหรัฐจะมียอดนักท่องเที่ยวเป็นที่สองรองจากฝรั่งเศส
แต่สหรัฐเป็นประเทศที่นักท่องเที่ยวใช้จ่ายมากที่สุดเป็นอันดับหนึ่ง
3.สเปน

แดนกระทิงดุ สเปน นักท่องเที่ยวแต่ละคนที่เดินทางมาเที่ยว
ใช้จ่ายเฉลี่ยต่อคนสูงถึง 1,000 ดอลลาร์สหรัฐ ต่อการมาเที่ยวหนึ่งครั้ง
นั่นทำให่สเปนขึ้นแท่นอันดับสองประเทศที่คนมาใช้จ่ายมากที่สุดรองจา
กสหรัฐอเมริกา โดยเสน่ห์ของสเปนอยู่ที่วัฒนธรรม
และการเป็นชายฝั่งติดกับทะเลเมดิเตอร์เรเนียน
และมหาสมุทรแอตแลนติกในคราวเดียวครับ
ทำให้มีนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก
4.จีน
หนึ่งในชาติมหาอำนาจในโลก ที่มีประชากรมากที่สุดในโลกกว่า
1.35 พันล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 2
ของโลกรองจากสหรัฐ ด้วยตัวเลขส่งออกที่ใหญ่ที่สุดในโลก
และตัวเลขนำเข้าเป็นอันดับที่ 2 ของโลก
นี่คือประเทศที่ในแต่ละปีมีคนเดินทางเข้าออกไม่น้อย ด้วยวัฒนธรรม
และอารยธรรมที่มีความเป็นเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง
จึงทำให้จีนกลายเป็นประเทศที่ 4 ที่คนมาเที่ยวมากที่สุด
และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นๆ ในทุกๆ ปีอีก
5.อิตาลี
อิตาลีเป็นหนึ่งในประเทศที่หลายคนหลงใหลและที่ชื่นชอบ
จนกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางยอดนิยมจนขึ้นแท่นอันดับที่ 5
ด้วยตัวเลขกว่า 48.6 ล้านคนต่อปี ปัจจัยอย่าง อาหารอร่อย ไวน์ดี
วัฒนธรรม และสถาปัตยกรรมอันล้ำค่า ศิลปะหลากหลายแขนง
นอกจากนี้
ยังเป็นประเทศที่มีแหล่งท่องเที่ยวที่ได้รับการจดทะเบียนขึ้นเป็นมรดกโล
กมากที่สุดในโลก ถึง 51 แห่งอีกด้วย เรียกได้ว่า
หากใครชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม…

อ่านต่อ →